4/07/2560

ใช้หลักนิติศาสตร์ พิฆาตสังฆมณฑล รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ซ่อนดาบอาญาสิทธิไว้



ชาวพุทธเรียกร้องเรื่องให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาแล้ว 3 ครั้งต่อเนื่องด้วยกันแต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
แต่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา มีระบุเรื่องพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่สำคัญ ไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 (หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ)
"มาตรา 67 รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
.
ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย"
.
สำหรับรัฐธรรมนูญ อีก 2 ฉบับที่ผ่านมา ที่มีการเรียกร้องให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติเช่นนั้น มีเนื้อหาดังนี้
.
รัฐธรรมนูญ 2540 (หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ)
.
มาตรา 73 รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนําหลักธรรมของศาสนามาใช้ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
.
รัฐธรรมนูญ 2550 (หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ)
.
มาตรา 79 รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
.
จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 มีการระบุ ลึกลงไป โดยมีเนื้อหาที่แยกย่อยเป็นข้อๆ ดังนี้
1. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
2. รัฐพึงสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่เฉพาะ เถรวาท
3. รัฐต้องสร้างมาตรการและกลไก มิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกกรณี
4. รัฐพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
ผมขอวิเคราะห์รายข้อ และจะบอกว่า มันซ่อนดาบอาญาสิทธิไว้ตรงไหน บ้าง และข้อไหนเป็นอย่างไร

ข้อ 1. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ในข้อที่ 1 นี้ ให้สังเกตดีๆ เขาใช้คำว่า “ พึง “ ทั้งที่ควรใช้คำว่า “ต้อง” แต่เขาเลือกใช้คำว่า “ พึง “ คำสองคำนี้ มีผลต่างกันอย่างมาก
คำว่า “ พึง “ หมายถึงจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
คำว่า “ ต้อง “ หมายถึงบังคับให้ทำ ไม่ทำไม่ได้
ถ้าย้อนกลับไปอ่าน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เขาใช้คำว่า “ ต้อง “ ซึ่งเป็นการบังคับ แต่ก็ไม่มีการทำแบบจริงจัง

อีกอันคำว่า อุปถัมภ์ และคุ้มครอง 2 คำนี้ ก็แตกต่างกันมาก เช่นกัน
อุปถัมภ์ จะใช้เป็นลักษณะทรัพย์สินเงินทอง
ส่วนคำว่า ปกป้อง จะต้องออกมาเป็น กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง จึงจะสามารถมีผลปกป้องได้อย่างจริงจัง
.
ข้อ 2. รัฐสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่เฉพาะ เถรวาท
ข้อนี้ ไม่สมควรระบุเอาไว้ เพราะในไทย มิได้มีเฉพาะนิกายเถรวาทเท่านั้น แต่ยังมีนิกายมหายาน อันประกอบด้วยวัดจีน และวัดญวน การระบุไว้เช่นนี้ ดูเผินเป็นข้อดี แต่หากดูลึกๆ แล้วจะเห็นว่า เป็นการโดดเดี่ยวมหายาน ซึ่งก็คือ วัดจีนและวัดญวน และทำให้เกิดการน้อยใจขึ้นมาได้
.
ข้อ 3. รัฐต้องสร้างมาตรการและกลไก มิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกกรณี
ข้อนี้ ใช้คำว่า “ ต้อง “ อันเป็นการบังคับนั่นเอง
คำว่า “ มาตรการ และกลไก “ อันนี้ก็มีความหมายมากเช่นกัน

การที่จะเกิดมาตรการและกลไก ได้นั้น ก็ต้องมีการขับเคลื่อน และการขันเคลื่อนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีการแต่งตั้งกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลมาสร้างหรือกำหนดมาตรการและกลไกนั่นเอง

มาตรานี้ ซ่อนดาบอาญาสิทธิ เล่มที่ 1 เอาไว้ เพราะการระบุว่ารัฐต้องสร้างมาตรการและกลไก ก็หมายถึง รัฐต้องตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาสร้างมาตรการและกลไก เพื่อประโยคถัดไปที่ว่า มิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกกรณี
.
ข้อ 4. รัฐพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
ข้อนี้ ใช้คำว่า “ พึง “ อันหมายถึงว่า จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้

เขาใช้ประโยคว่า รัฐพึงสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
ประโยคนี้ สังเกตให้ดีนะครับ นี่คือ ดาบอาญาสิทธิเล่มที่ 2

ดาบอาญาสิทธิ ที่เขียนให้มีคณะกรรมการเพื่อออกมาตรการและกล นั่นเอง
แต่แทนที่จะระบุว่า “ สนับสนุนให้พระสงฆ์”

แต่กลับระบุว่า “สนับสนุนให้พุทธศาสนิกชน “
คำว่า พุทธศาสนิกชน กินความกว้างไกลไปคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา คือย่อๆ คือ ทั้งพระและฆราวาส นั่นเอง

ตรงนี้แหละคือดาบอาญาสิทธิที่น่ากลัวมากๆ สำหรับพระพุทธศาสนา
.
เพราะอะไรครับ
เพราะ...............
ถ้าดาบอาญาสิทธิเล่มนี้ ตกอยู่ในมือของ บุคคลที่เป็นเนื้อแท้ทางพระพุทธศาสนา รู้เรื่องรวมของพระพุทธศาสนาในทุกมิติอย่างลึกซึ้ง มีจิตใจที่ปราศจากอคติต่อพระสงฆ์ มาเป็นคณะกรรมการ เพื่อสร้างมาตรการและกลไก ก็จะกลายเป็นคุณต่อพระพุทธศาสนา อย่างใหญ่หลวง
.
แต่.........
ถ้าดาบอาญาสิทธิเล่มนี้ ตกอยู่ในมือของ บุคคลที่มีอคติต่อพระสงฆ์ ชอบกล่าวให้ร้ายพระสงฆ์ ไม่มีองค์ความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญ อาจมีบางกลุ่มบุคคลของลัทธิความเชื่ออื่น แฝงเร้นเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้

อันนี้ จะกลายเป็นหายนะ สำหรับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นอย่างยิ่ง
.
เมื่อเราเห็นรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 นี้แล้ว ชาวพุทธ โดยเฉพาะพระสงฆ์ จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว
.
ถ้าปล่อยไป อาจกลายเป็น ฆราวาส ปกครองพระขึ้นมาทันที
.
สังเกตดูได้ จากกฎหมายต่างๆ กำลังมีลักษณะ ฆราวาสปกครองพระ
.
และถ้าพระปล่อยให้รัฐตั้งบุคคลที่มีอคติต่อพระ มาเป็นคณะกรรมการเมื่อไหร่ เขาก็จะสร้างบาดแผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้เลย
.
ฆราวาส อาจจะปกครองพระแบบเบ็ดเสร็จ
.
ตัวอย่างเช่น
.
ถ้าคณะกรรมการชุดนี้ อ้างแต่เรื่องว่า พระต้องยึดหลักพระธรรมวินัย
.
คำนี้ เป็นวาทะกรรมที่ ดูแล้วสวยสดงดวาม แต่คณะกรรมการอาจมีเลศนัยแฝงอยู่ โดยเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่ทำร้ายพระได้ เช่น
.
พระห้ามจับเงิน
มหาเถระสมาคม และองค์กรปกครองสงฆ์ไม่มีในพระไตรปิฎก
.
แค่ เขายก 2 เรื่องนี้มา พระก็ลำบากกันทั้งประเทศแล้ว ลำบากอย่างไร
.
เมื่อพระห้ามจับเงิน
.
ด้านหนึ่ง ตัวบุคคลก็จะลำบากในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ที่ต้องขึ้นรถแท็กซี่บ้าง รถเมลล์บ้าง ถ้าขึ้นแล้ว ก่อนลงให้พร ก็คงไม่มีแท็กซี่คันไหน รับพระอีกต่อไป
.
อีกด้านหนึ่ง ถ้าอ้างว่าพระห้ามจับเงิน ก็จะสร้างเงื่อนไขต่อไปว่า เมื่อพระห้ามจับเงิน เงินของวัดต่างๆ พระก็ไม่สมควรดูแล ควรที่ต้องให้เขาซึ่งเป็นคณะกรรมการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาดูแล จึงอาจมีการดึงเอาเงินของวัดทั้งหมดทั่วประเทศ เอามาดูแลเอง โดยใช้วาทะกรรมที่สวยหรูว่า เป็นคณะกรรมการที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
.
ที่นี้แหละ เงินของแต่ละวัดที่ฝากเอาไว้ เจ้าอาวาสก็หมดโอกาสใช้เงินทุกบาททุกสตางค์
.
ส่วนคณะกรรมการชุดนี้ อาจมีการแอบขอบคุณว่า โอโห้ วัดนี้ๆๆๆๆ และนี้ อุตสาห์ฝากเงินไว้ซะเยอะเลย แถมไม่เบิกเสียอีก ขอบคุณมากๆ ที่อุตส่าห์เก็บไว้ให้เขาใช้
.
พระก็หมดสิทธิตามกฎหมาย ส่วนคณะกรรมการชุดนี้ ก็อ้างวาทะกรรมสวยหรูว่า มาตามกฎหมาย จึงมีอำนาจดูแลได้ ส่วนพระห้ามจับเงิน เขาจึงดูแลเงินทุกบาทของวัดแทน
.
แผนต่อไป อาจใช้วาทะกรรมสวยหรูอีกว่า
.
มหาเถระสมาคมและเจ้าคณะปกครองต่างๆ ไม่มีในพระไตรปิฎก
.
ในเมือไม่มี เขาจะทำอย่างไรละ
ง่ายมาก ก็ยุบสิ
อ้าว แล้วถ้ายุบ ใครจะดูแลพระละ
ง่ายๆ ครับ
ก็คณะกรรมการชุดนี้ตั้งมาตามกฎหมายไง
ก็จะกลายเป็น ฆราวาสปกครองพระ แบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ทันที
.
นี่แค่ 2 ตัวอย่างเท่านั้น
.
ซึ่งมันอาจจะมากกว่านี้ เช่น
มหาวิทยาลัยสงฆ์ห้ามสอนทางโลก
พระห้ามรับมรดก
ก็จะวุ่นวายทำให้พระแทบไม่เหลือต่อไปอีก
.
ดังนั้น
.
นับต่อนี้ไป พระต้องตื่นรู้ พระต้องจับตา อย่าปล่อยให้ คนมีอคติต่อพระ มาสร้างมาตรการและกลไกที่จะทำร้ายทำลายพระสงฆ์ได้

พระต้องต่อรองให้เอา DNA พุทธ ไปเป็นคณะกรรมการเพื่อสร้างมาตรการและกลไก ที่สำคัญ ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการ ก่อนมาตรการและกลไก จะถูกนำมาใช้ ต้องได้รับความยินยอม และเห็นชอบจากพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล

ห้ามปล่อยให้ เข้าสภา 3 วาระรวด เหมือนกฎหมายบางฉบับ

พระอาจถูกดาบอาญาสิทธิ ฟันคอขาดกันทั่วประเทศ จนไม่เหลือพระในประเทศไทยได้เลยทีเดียว
ดังนั้น..............งานนี้ พระ.....ห้ามกระพริบตา ห้ามปล่อยวาง ห้ามนิ่ง


ผนึกกำลังชาวพุทธ หยุดภัยคุกคาม
We Are Buddhists
พวกเราคือชาวพุทธ
.
นายกรณ์ มีดี
เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย
นายกสมาคมทางสายกลาง
7 เม.ย. 2560





อยากบอกอะไรไหม ?