3/29/2560

วัดพระธรรมกายมิใช่ซ่องโจร โดย รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง



เหตุการณ์ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย และเข้าตรวจค้นภายในวัดพระธรรมกายของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI เพื่อกดดันและค้นหาผู้ที่มีหมายจับแต่ไม่ยอมเข้ามอบตัวสู้คดี


ตามกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาและกำลังเป็นไปอยู่ในปัจจุบัน สามารถบ่งชี้ถึงอำนาจและอิทธิพลของวัดพระธรรมกายได้ว่า มีความยิ่งใหญ่และอลังการ เกินกว่าที่อำนาจรัฐจะเข้าไปควบคุม ค้นหา และหรือดำเนินการใดๆ โดยวิธีการที่รุนแรงหรือเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ง่าย แม้จะมีการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 อย่างเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม และที่สำคัญซึ่งควรรู้จักและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็คือ วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ทุกประการ


รวมทั้งเป็นวัดที่สังกัดหรือขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์ไทย ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม


การไม่มอบตัวต่อสู้คดีของท่านธัมมชโย : ท่านธัมมชโย หรือพระไชยบูลย์ ธมฺมชโย (สิทธิผล) เป็นอดีตพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพญาณมหามุนี ย่อมบ่งชี้ได้ว่าเป็นตะเกียงที่มีไส้และน้ำมันอย่างแน่นอน มิฉะนั้นคงไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์โดยลำดับ นับตั้งแต่พระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นราช และพระราชาคณะชั้นเทพ ซึ่งหากเป็นบุคคลปกติทั่วไป เมื่อได้รับหมายเรียกในข้อหาใด ต้องไปพบเจ้าพนักงานเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา


แต่ในกรณีท่านธัมมชโยนั้น ท่านอ้างเหตุผลว่าอาพาธ (ป่วย) ไม่สามารถเดินทางไปพบเจ้าพนักงานตามหมายเรียกได้ พัฒนาการของคดีจึงเปลี่ยนจากหมายเรียกเป็นหมายจับ และได้พยายามดำเนินการจับกุมมาโดยตลอดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2560 แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมท่านธัมมชโยได้ เหตุการณ์จึงยกระดับสร้างความวุ่นวายปั่นป่วน ถึงขนาดตัดสัญญาณการสื่อสารในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ กระทั่งมีการตายเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ศพ


อย่างไรก็ดี การที่ท่านธัมมชโย หรืออดีตพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สิทธิผล) ไม่มอบตัวสู้คดีตามหมายจับนั้น น่าจะสันนิษฐานเป็น 2 นัย คือ นัยที่ 1 ต้องการประวิงเวลาให้รัฐบาลทหารหมดอำนาจไปก่อน มีการเลือกตั้งและบ้านเมืองมีประชาธิปไตยเต็มใบแล้วจึงค่อยมอบตัวสู้คดี นัยที่ 2 มีที่ปรึกษาที่เป็นอดีตทนายความ ผู้พิพากษา ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหาร คอยเป็นพี่เลี้ยงพัดวีให้ ที่สำคัญมีเศรษฐีและคฤหบดีคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา จึงมั่นใจได้ว่า แม้มิได้เข้ามอบตัวตามหมายจับ ทางราชการบ้านเมืองซึ่งมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเจ้าภาพหลัก คงจะทำอะไรไม่ได้ และที่สำคัญท่านอาจจะถือสุภาษิตไทยที่ว่า “ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามไม่ได้” อะไรประมาณนั้น



การดำเนินคดีกับท่านธัมมชโยไม่น่าจะยุ่งยาก : ความจริงวัดพระธรรมกายเป็นวัดเปิด ทุกคนสามารถเดินเข้าไปทำบุญและปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา ใครที่ไม่มีบุญเข้าไปชื่นชมหรือปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายก่อนหน้าที่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น นับว่าเป็นการเสียโอกาสเป็นอย่างยิ่ง เพราะบรรยากาศของวัดพระธรรมกายสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่สามารถจะหาพื้นที่ในลักษณะนี้ในวัดอื่นๆ ได้ ด้วยเหตุนี้ หากทางฝ่ายบ้านเมืองมีความสุจริตใจในการพิทักษ์รักษากฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์โดยไม่เลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐาน การแฝงตัวในรูปของผู้เข้าไปปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาปรากฏการณ์ และกระบวนการต่างๆ ในการรวบรวมข้อมูล หรือข้อสังเกตให้ครบถ้วน เมื่อได้ข้อมูลในเชิงประจักษ์เรียบร้อยแล้ว จึงค่อยลงมือดำเนินการตามกฎหมาย


การจับกุมหรือดำเนินคดีกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็มิใช่เรื่องวิจิตรพิสดารแต่ประการใด สมมุติว่าแฝงตัวหาข่าวในเชิงลึกด้วยภาระหน้าที่ที่สุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว ถูกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายรุมกระทืบ สังคมก็จะได้ชี้หน้าว่า วัดพระธรรมกายเป็นช่องโจรหรืออั้งยี่ตามที่กล่าวหา แต่การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเล่นบทบาทตีวัวกระทบคราดตั้งแต่รถเบนซ์โบราณจดประกอบผิดกฎหมายที่วัดปากน้ำ แล้วลามปามถึงคดีความต่างๆ กับวัดพระธรรมกาย 300 กว่าคดีเช่นนี้ ย่อมทำให้สังคมสงฆ์ฝ่ายมหานิกายเกิดข้อระแวงสงสัยได้หลายประการ เพราะมีความเชื่อมโยงเป็นกระบวนการ เมื่อพฤติกรรมการจับกุมมีลักษณะดุจดังสุภาษิตจีนซึ่งกล่าวไว้ว่า “แหวกหญ้าให้งูตื่น”


เรื่องง่ายก็กลายเป็นเรื่องยาก และเรื่องปกติธรรมดาก็กลายเป็นเรื่องที่สับสนวุ่นวายอย่างไม่รู้จบสิ้น


จุดจบของวัดพระธรรมกาย : วัดพระธรรมกายมีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการจัดตั้งที่ยอดเยี่ยมและมีการสื่อสารในเชิงรุก สามารถจูงใจชนชั้นกลางและชั้นสูงในสังคมไทยให้เข้าวัดปฏิบัติธรรมตามแนวธรรมกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีจุดอ่อนตรงที่การบริหารจัดการวัด กล่าวคือนอกจากไม่เน้นการบริหารจัดการแบบธรรมาภิบาลแล้ว ยังมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่โลดโผนจนเกินไป ทำให้คู่ต่อสู้หรือคู่แข่งหมดหนทางในการช่วงชิงมวลชนโดยลำดับ รูปธรรมที่ชัดเจนคือการจัดกิจกรรมเดินธุดงค์ในป่าคอนกรีต การสร้างถาวรวัตถุที่เกินความจำเป็นของศาสนสถาน และมีรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับจารีตของฝ่ายเถรวาทแต่อิงรูปแบบมหายาน จึงเป็นจุดอ่อนอันสำคัญในการถูกคู่แข่งจ้องทำลายล้างในทุกรูปแบบ


หากอาณาจักรธรรมกายสูญสลายจะโดยวิธีใดก็ตาม สังคมไทยซึ่งเป็นสังคมพุทธจะรู้สึกเสียดายในภายหลัง เพราะกว่าจะเป็นธรรมกายที่ยิ่งใหญ่และอลังการเฉกเช่นในปัจจุบันได้ ต้องใช้เวลาในการบุกเบิกและพัฒนาหลายทศวรรษ การดำเนินการจับกุมท่านธัมมชโย เป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมือง แต่การเข้าไปดูแลแก้ไขหรือรื้อปรับกระบวนการในการบริหารจัดการวัดและบุคลากรของวัดให้เกิดบรรยากาศที่สุขสงบและอบอุ่น เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ไทยหรือมหาเถรสมาคม ไม่ควรปล่อยให้ยุทธการเผาบ้านไล่ยุงเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย มิฉะนั้นสังคมไทยที่ชาวโลกยกย่องว่าเป็นสังคมพุทธจะคลายความศักดิ์สิทธิ์


ดังคำกล่าวที่ว่า “บ้านเมืองจะเรืองรุ่ง ต้องผดุงศาสนา คุณธรรมย่อมนำพา ปวงประชาสุขเจริญ” ฉะนั้น


บทความโดย รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง



อยากบอกอะไรไหม ?