4/02/2559

คณะสงฆ์ขอนแก่น ลงอุกเขปนียกรรม “พุทธะอิสระ” ชงรัฐรับทราบ สงฆ์ขับออกจากหมู่พระแล้ว






สรุปให้เห็นความรัดกุม และความศักดิ์สิทธิ์

ของพระธรรมวินัยแห่งองค์พระศาสดา



‣ อุกเขปนียกรรม , ปัพพาชนียกรรม

ที่เป็นบทลงโทษตามพระธรรมวินัยนั้น

สิ่งนี้ ถือเป็น การลงโทษ ที่เรียกว่า หลักนิคหกรรม


‣ แต่ไม่ใช่ การสอบสวน ที่เรียกว่า หลักอธิกรณ์

ด้วยเหตุที่สงฆ์รู้แน่แก่ใจว่า ผู้ต้องอาบัติ

จะไม่เข้ารับการสอบสวนแน่แท้

การข้ามขั้นสอบสวน ไปสู่การลงทัณฑ์ จึงเกิดขึ้น


‣ เงื่อนไข ที่สงฆ์จะไม่สอบสวน มีกรณีเดียวคือ

ผู้ที่ถูกสงฆ์ลงมติว่าอาบัติ เขาดื้อแพ่ง


‣ คือเขาปฏิเสธ ไม่ยอมรับผิด และไม่ยอมรับรับการไต่สวน


‣ จึงจัดว่าเป็นบุคคลที่ ไม่เห็นอาบัติ ไม่กระทำคืนอาบัติ

ถือเป็นความผิดร้ายแรง


‣ ย่อมเป็นบุคคลที่ ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ

และ ทิฐิวิบัติ ในทันที



‣ สงฆ์จึงดำเนินผ่านขั้นตอนการสอบสวน

ไปสู่ขั้นตอนการลงทัณฑ์ได้ทันที


‣แต่กรณีนี้ ใช้ได้กับอาบัติในลักษณะ "สเตกิจฉา" เท่านั้น

คือผู้ต้องอาบัติ ยังกลับตัวได้



แต่ถ้าเป็นอาบัติร้ายแรงเช่นปาราชิก เรียกว่า

"อเตกิจฉา" ตายอย่างเดียว


แบบนี่จะต้องสอบสวนตามหลักอธิกรณ์ ก่อน

และสอบสวนโดยอนุปสัมบันไม่เข้ามายุ่งด้วย


ข้อสำคัญต้องทำต่อหน้า

อันมีหลักชื่อว่า "สัมมุขาวินัย"


คือ ความพร้อมหน้า 4 องค์ประกอบ ได้แก่



‣1. การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าสงฆ์

(สังฆสัมมุขตา คือภิกษุเข้าประชุมครบองค์สงฆ์)


‣ 2.ในที่พร้อมหน้าบุคคล

(ปุคคลสัมมุขตา คือบุคคลที่

เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นอยู่พร้อมหน้ากัน)


‣ 3.ในที่พร้อมหน้าวัตถุ

(วัตถุสัมมุขตา คือยกเรื่องที่เกิดนั้นขึ้นวินิจฉัย)


‣ 4.ในที่พร้อมหน้าธรรมวินัย

(ธัมมสัมมุขตา และ วินยสัมมุขตา


‣ ซึ่งเมื่อพร้อมหน้า 4 องค์ประกอบนี้แล้ว

จึงจะสามารถสอบสวน เพื่อปรับอาบัติ

ในข้อปาราชิกของพระได้


กรณีการกล่าวหาปาราชิกที่ไม่ใช่

ความผิดซึ่งหน้าที่มีประจักษ์พยาน

เช่น เห็นด้วยตา ว่า พระฆ่าคน

หรือเป็น พระ "ผู้เสียหาย" โดยตรง

ล้วนต้องผ่านการสอบอธิกรณ์ ทั้งสิ้น


ปาราชิก ของพระ จึงไม่ใช่จะปรับอาบัติกันได้ง่ายๆ

ตาม คำสั่งใคร แต่ต้องเป็น คำวินิจฉัยของสงฆ์

ในองค์ประชุมเท่านั้น


นี่คือความรัดกุมของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า (สาธุ)



‣ แต่ในส่วน การสวดประกาศ อุกเขปนียกรรม

ดังที่กล่าวแล้วว่า ไม่ใช่การ สอบอธิกรณ์

อันเป็น "การสอบสวน" ที่ต้องตัดสินก่อน


‣ แต่เป็น นิคหกรรม คือ "การลงโทษ"

ฐานไม่รับการสอบสวน


เพราะดื้อว่า ตนไม่ได้อาบัติใดๆ

ทั้งๆ ที่สงฆ์ลงมติว่าอาบัติอยู่

ก็ยังไม่ยอมรับ



‣ การสวดประกาศนั้นๆ จึงเป็นสังฆกรรมระหว่างสงฆ์

ผู้ลงฉันทามติด้วยกันเอง ที่กระทำได้เลยโดย

ไม่ต้องกระทำต่อหน้าของผู้กระทำความผิดก็ได้



‣ ต่อให้พุทธอิสระ ทำเป็นไม่รู้ ไม่ชี้

ไม่ได้ยิน ถึงเหตุที่ตน ถูกลงอุกเขปนียกรรมก็ตาม


‣แต่ยังมีส่วนสำคัญของอุกเขปนียกรรมอีกอย่าง

คือ


‣ เป็นการประกาศให้พุทธบริษัท ๔ รับทราบทั่วกัน

เพื่อแจ้งหมู่สงฆ์เรื่องตัดสิทธิ์ความเป็นพระของ

พุทธอิสระชั่วคราว จนกว่าจะกลับตัว รู้สำนึก


‣ ต่อด้วยการขออนุเคราะห์จากสงฆ์

เพื่อกลับคืนสู่สิกขาบท และพระธรรมวินัยดังเดิม



‣และเมื่อสงฆ์สวดประกาศในอาวาสที่มีสีมา

เทวดาทั้งหลายจะรับทราบว่า เกิดสังฆกรรมขึ้น

ในธรณีสงฆ์



‣การทำสังฆกรรม สวดประกาศญัตติใดๆ ในเขตสีมา

เทวดาจะร่วมรับฟังด้วยการสถิตโดยรอบธรณีสงฆ์



‣ สังฆกรรมของพระ นอกจากพระแล้วยังมรเทวดาฟ้าดินเป็นพยาน



‣ถึงแม้พุทธอิสระ จะไม่ได้ยิน

สงฆ์ก็ย่อม สวดประกาศ เพื่อให้สงฆ์ด้วยกันทั้งสังฆมณฑล

ได้รับทราบว่า พุทธอิสระ มีศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฐิวิบัติ


‣สงฆ์จงมอบฉันทานุมัติ ขับไล่ ออกจากหมู่สงฆ์ได้ทันที



‣และห้ามสงฆ์ หรือพระรูปหนึ่ง รูปใด ไปข้องเกี่ยว

ประพฤติวัตรร่วมด้วยกับพุทธอิสระ ผู้ติดทัณฑ์บนอยู่



‣เพราะ ถ้าใครรู้อยู่ว่า พุทธอิสระถูกขับแล้ว

ยังไปข้องเกี่ยวด้วย ย่อมเป็นทำเป็นการผิดพระวินัย

ต้องอาบัติทันที



‣เสมือนหนึ่ง พุทธอิสระ คือผู้ตกอยู่ในหลุมถ่านเพลิง

ผู้ที่ไปเสวนาด้วย ย่อมตกไปในหลุมถ่านเพลิงนั้นด้วย


‣ซึ่งพระที่ข้องเกี่ยวกับพุทธอิสระ

ผู้ซึ่งถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม

จึงได้ชื่อว่า ทำตนเป็นแมลงเม่า บินเข้ากองไฟ



-------------------------------

ต่อไปเป็นข่าวอ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news/92173



‣ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า



‣ คณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น ออกประกาศเรื่อง



‣ ขอให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม แก่ ภิกษุ



‣ผู้ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ ใจความว่า





‣คณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น มีฉันทานุมัติให้

พระสังฆาธิการในจังหวัดขอนแก่นทุกระดับชั้น

จนถึง อำเภอ ตำบล และเจ้าอาวาส

ยึดตามประกาศพระสังฆาธิการ

แห่งคณะสงฆ์ไทย ให้ลงอุกเขปนียกรรม แก่

พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธอิสระ พระลูกวัดอ้อน้อย

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

เพื่อขับออกจากคณะสงฆ์ไทย





‣ด้วยพระพุทธอิสระ



เป็นผู้ดื้อด้าน ว่ายากสอนยาก ได้เข้าพวกคฤหัสถ์

  • อาศัยวัดเป็นแหล่งก่อความบาดหมาง 

  • สร้างความแตกแยก 

  • ก่อการทะเลาะ 

  • ก่อการวิวาท 

  • ทำความอื้อฉาว 

  • ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ 

  • เป็นภิกษุพาล 

  • สันดานหยาบ 

  • รุกรานพระเถระ 

  • ไม่ฉลาดในธรรม 

  • มีอาบัติมาก 

  • มีมารยาทไม่สมควร 

  • มีความประพฤติเป็นที่รังเกียจต่อคณะสงฆ์ 

  • สร้างความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา 



‣จึงขอให้คณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่นร่วมกันลงอุกเขปนียกรรม

แก่พระพุทธอิสระในเขตสีมาของแต่ละอำเภอ



‣เมื่อคณะสงฆ์ในเขตอำเภอใด ได้ลงอุกเขปนียกรรมแล้ว



‣ขอได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)

เพื่อรายงานต่อรัฐบาลว่า

‣บัดนี้ พระพุทธอิสระ ได้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม



‣และจากนี้ได้ถูกตัดสิทธิแห่งความเป็นสงฆ์



‣ไม่สามารถร่วมในวงหัตถบาสแห่งสังฆกรรมใดๆ

ในฐานะของสงฆ์ได้อีก



‣เพื่อรัฐบาลจะได้แจ้งให้พุทธศาสนิกชนทราบถึง



การลงอุกเขปนียกรรมของหมู่สงฆ์ต่อไป



อยากบอกอะไรไหม ?