3/06/2559

นายจำนงค์ สวมประคำ มีคำชี้แจง กรณีขั้นตอนการแต่งตั้งพระสังฆราช



คำชี้แจง กรณีขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช (๓) 

นายจำนงค์ สวมประคำ 
อดีตเลขาธิการวุฒิสภา 


พินิจคำ วินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว 
เป็นการตีความกฎหมายผิด มุ่งวินิจฉัยให้ตัวเอง
มีอำนาจพิจารณาเรื่องของศาสนจักร ดังนี้ 

1) คำวินิจฉัยที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องเรียนการนำเสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชว่า สามารถรับพิจารณาเรื่องนี้ได้ เพราะมีผู้ร้องเรียนว่า สำนักพุทธฯ นำเรื่องเสนอนายกฯ เพื่อให้นายกฯ เสนอโปรดเกล้าฯ ผิดขั้นตอน เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผิดของข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐ โดยอ้างว่า สำนักพุทธศาสนาเป็นฝ่ายเลขานุการของมหาเถรสมาคม และเป็นเลขานุการ การประชุมมหาเถรสมาคม 


เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาเช่นนี้ จึงเป็นการชัดเจนว่า ผู้ตรวจการฯ เข้ามายุ่งเกี่ยวขัดขวางการปฏิบัติตามกฎหมายของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นฝ่ายศาสนจักร ซึ่งตาม พรบ. คณะสงค์ 2505 ตั้งแต่ มาตรา 41 เป็นต้นไป ระบุขัดเจนว่า ไม่ให้ฝ่ายอาณาจักรเข้ามาก้าวก่ายการปกครองสงฆ์ของฝ่ายศาสนจักร 

ที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินตีความกฎหมายผิด เพราะการประชุมมหาเถรสมาคมเป็นการดำเนินการของฝ่ายสงฆ์ซึ่งมีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรบังคับบัญชาสงฆ์ ย่อมมีอำนาจจัดการประชุมตามคำบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชหรือรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งปกครองสงฆ์ฝ่ายศาสนจักร หาใช่การดำเนินการประชุมของสำนักพุทธศาสนามีอำนาจสั่งให้มีการประชุมแต่อย่างใด 


สำนักพุทธเป็นเพียงฝ่ายเลขานุการ การประชุม จดบันทึกการประชุม เมื่อมหาเถรสมาคมประชุมแล้ว มีมติเป็นอย่างไรก็เป็นอำนาจเป็นที่ยุติของฝ่ายคณะปกครองสงฆ์ สำนักพุทธฯ ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าไปชี้นำ ดำเนินการประชุมหรือแก้ไขมติที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้แต่อย่างใด 

หากผลการประชุมมติที่อกมาเกี่ยวข้องกับทางสงฆ์ก็แจ้งมติให้ฝ่ายสงฆ์ที่อยู่ในปกครองของมหาเถรสมาคมทราบหรือหากเกี่ยวกับทางอาณาจักร ก็แจ้งฝ่ายอาณาจักรทราบ 


ดังนั้น กรณีที่มหาเถรสมาคมประชุม เพื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ จึงเป็นการประชุมของฝ่ายสงฆ์ เมื่อมติเป็นอย่างไร สำนักพุทธศาสนาจึงทำเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการกระทำที่ชชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะสำนักพุทธศาสนา เปรียบเหมือนบุรุษไปรษณีย์ ส่งเรื่องให้นายกฯ ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายอาณาจักร ทราบมติของมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นฝ่ายอาณาจักร เพื่อให้นายกฯนำรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด กราบบังคลทูลต่อพระมหากษัตริย์เพื่อพิจารณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป ครบถ้วนตาม มาตรา 7 แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ 2505 เท่านั้น 

สำนักพุทธศาสนาจึงไม่ได้กระทำผิดขั้นตอนของกฎหมาย ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะรับเรื่องไว้พิจารณา 
( ที่สำคัญในคำวินิจฉัยนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้วินิจฉัยกล่าวหาว่า มหาเถรสมาคมกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่เลี่ยงไปกล่าวหาว่า สำนักพุทธศาสนาซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ การประชุมกระทำผิดขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้ตนเองมีสิทธิรับเรื่องพิยารณา และก็ไม่ได้ระบุเสียด้วยว่า ผู้ร้องเรียนเป็นใคร มีสิทธิร้องเรียนในฐานะผู้เสียหายหรือเปล่า ) 


ประการที่ 2 ไปอ้างว่า ตีความตามเจตนารมณ์ของการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ประชุมแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.คณะสงฆ์ เมื่อปี 2535 ว่าตามร่างเดิม มีเจตนารมณ์ให้นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อสมเด็จราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด เสนอรายชื่อต่อพระมหากษัตริย์เพื่อทรงแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช แต่สภานิติฯ แก้ไขเป็น ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาสุโสสูงสุด ฯ 


แล้วผู้ตรวจการแผ่นดินมาตีความว่า การดำเนินการต้องให้นายกฯ เสนอชื่อต่อมหาเถรฯ จึงเป็นการตีความที่ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายเข้าไปใหญ่ เพราะเหตุที่สภาฯ เค้าแก้ไขร่างกฎหมายมาตรานี้ เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายอาณาจักรเข้ามาก้าวก่ายการปกครองสงฆ์ จึงได้มีการแก้ไขข้อความในมาตรา 7 เป็นข้อความในปัจจุบัน เพราะต้องการให้ฝ่ายศาสนจักรซึ่งมีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของฝ่ายสงฆ์ (เปรียบเสมือนคณะรัฐมนตรีฝ่ายสงฆ์) เป็นองค์ประชุมมีมติเสียก่อน แล้วจึงให้นายกรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลฯต่อไป เป็นขั้นตอนต่อไป เพราะไม่มีบทกฎหมายให้สมเด็จพระสังฆราชรับสนองพระบรมราชโองการได้โดยตรง 

การบัญญัติเช่นนี้ คำว่า " ให้นายกฯ" จึงเป็นหน้าที่ของนายกฯรัฐมนตรีเป็นผู้นำความ (มติมหาเถรสมาคม) กราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป ( เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ที่จะทรงพิจารณาว่า จะโปรดเกล้าฯตามคำบังคมทูลหรือไม่โปรดเกล้าฯ ก็สุดแต่จะทรงพระกรุณาฯ) 

ถ้อยคำตามวรรคแรก ของมาตรา 7 แห่ง พรบ. คณะสงฆ์ นี้ จึงเป็น " หน้าที่ " ของนายกรัฐมนตรีจะพิจารณาดำเนินการ แต่ไม่ใช่ " อำนาจ " ที่จะเป็นผู้นำเสนอรายชื่อพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด ต่อ มหาเถรสมาคมแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะ 

1) เท่ากับให้ฝ่ายอาณาจักรมาปกครองชี้นำ ก้าวก่ายการปกครองของฝ่ายศาสนจักร ซึ่งแยกจากกัน ซึ่งก็มีบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติและสามารถเทียบเคียงได้ว่า ห้ามนักการเมืองก้าวก่ายกับการแต่งตั้งข้าราชการ แล้วจะมาก้าวก่ายการปกครองฝ่ายสงฆ์ได้อย่างไร 

2) มีคำถามว่า หากให้นายกฯ เป็นผู้มีอำนาจเสนอรายชื่อ สมเด็จพรราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดต่อมหาเถรสมาคมฯ แล้ว นายกฯรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าฝ่ายอาณาจักร จะสามารถทราบได้อย่างไรว่า สมเด็จพระราชาคณะรูปใด ที่มีอาวุโสสูงสุด ( ถ้าไปถามสำนักพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหน่วยงานฝ่ายอาณาจักร ตัวเชื่อม ) ก็ไม่ทราบอีก 

หากบอกผิด ก็ยิ่งเท่ากับว่า นายกฯ กระทำผิดกฎหมาย และก้าวก่ายการปกครองฝ่ายสงฆ์หนักเข้าไปอีก


อยากบอกอะไรไหม ?