3/06/2559

ล่ารายชื่อพระสงฆ์ 20,000 รูป เพื่อยื่นถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดิน

ภาพ www.dailynews.co.th

"สนพ." ร่วมองค์กรพุทธฯ เตรียมล่ารายชื่อพระสงฆ์ 20,000 รูป เพื่อยื่นถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมนัดแถลงสื่อพรุ่งนี้ -ย้ำ รับไม่ได้ที่วินิจฉัยไม่ยึดติดภาษากฏหมาย


วันนี้ ( 6 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ภายหลังที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีการวินิจฉัยมติมหาเถรสมาคม (มส.) เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชว่า ผิดขั้นตอนนั้น ขอยืนยันว่า พศ. และ มส.ได้ดำเนินการตามกฎหมาย และจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งขณะนี้ทางฝ่ายรัฐบาลและผู้ตรวจการแผ่นดินก็ยังไม่ได้แจ้งอะไรเกี่ยวกับ เรื่องดังกล่าวกลับมา ดังนั้นคงต้องรอคำสั่งที่ชัดเจนอีกครั้ง


ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า องค์กรพุทธฯ ได้หารือร่วมกัน พร้อมศึกษาข้อกฎหมายต่าง ๆ และจะเตรียมรวบรวมรายชื่อ พระสงฆ์ 20,000 รูป เพื่อยื่นถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการวินิจฉัยมาตรา 7 ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรพุทธ จะร่วมกันแถลงจุดยืน และแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนต่อสื่อมวลชนในวันที่ 7 มี.ค.นี้อีกครั้ง


พระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) กล่าวว่า หน้าที่การตีความกฎหมายเป็นของกฤษฎีกา หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน และเท่าที่ดู เป็นการตีความแบบภาษาศาสตร์ ไม่ได้ตีความจากภาษากฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงภาษากฎหมายในมาตรา 7 ก็เขียนไว้ถูกต้องแล้ว อีกทั้ง ดร.วิษณุ ก็ปฏิเสธการวินิจฉัยดังกล่าว จึงยืนยันว่า การวินิจฉัยไม่เป็นไปตามหลักของกฎหมาย คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล มองการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินว่า เป็นการไม่ชอบมาพากล เป็นการตีความโดยบุคคลที่มีหน้าที่หรือไม่ ทั้งที่หน้าที่นี้ควรเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา การทำเช่นนี้โดยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นว่า บุคคล 3 คน ทำตามความต้องการของใครหรือไม่ มีอะไรอยู่เบื้องหลัง และไม่เกิดความเป็นธรรมกับคณะสงฆ์



นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การตีความของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นความเลวร้ายและสกปรก เป็นการจุดชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งในพุทธศาสนา นายศรีราชา เจริญพานิช เป็นใครจึงมาแทรกแซงศาสนจักร ตีความผิดขั้นตอนนั้น เป็นวินิจฉัยที่ผิดพลาด ไม่มีหน้าที่มาวินิจฉัย แต่กลับตีความแบบหลอกด่าสมเด็จช่วงให้เสื่อมเสีย มัวหมอง



"ผมคาดไม่ถึงขบวนการไล่ล่าที่เต็มไปด้วยต่อมอิจฉามากมาย แต่หลักสำคัญคือ การตีความของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ไม่มีอำนาจให้กระทำ แต่กลับมาหลอกด่าสมเด็จช่วง คนพวกนี้เป็นขบวนการ ต้องการบีบคั้นสร้างสภาพแวดล้อมให้สมเด็จช่วงสละสิทธิ์ ดังนั้น สมเด็จช่วงต้องสู้ในหมู่มารนี้ หากไม่สู้ พวกมารเหล่านี้จะเข้าไปแทรกแซงคณะสงฆ์จนไม่สงบสุข และการต่อต้านนั้น เป็นขบวนการสมคบคิดของแก๊ง 3 พ. กับผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นความสกปรกของบ้านเมืองนี้" นายจตุพร กล่าว



ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ได้รับการเปิดเผยจาก แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ว่า วันที่ 4 มี.ค. พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ส่งหนังสือถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และฝ่ายกฎหมายของวัดปากน้ำฯ เพื่อให้กำหนดนัดส่งมอบรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ภายในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 7-11 มี.ค. เพราะเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ จึงส่งคืนอู่วิชาญ หรือผู้ขาย หรือฝากเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดปากน้ำฯ ไม่ได้ อีกทั้งดีเอสไอยังส่งหนังสือกำหนดให้สมเด็จช่วง และพระมหาศาสนมุนี หรือ หลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ และเลขานุการสมเด็จช่วง เข้าให้ปากคำระหว่างวันที่ 14-18 มี.ค. นี้ด้วย ส่วนการตรวจสอบรถจากัวร์ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม นั้น อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากผู้เชี่ยวชาญ และเอกสารเพิ่มเติมจากหลวงพี่น้ำฝนด้วย.



ที่มา Tnews
http://social.tnews.co.th/contents/181962/

อยากบอกอะไรไหม ?