โครงการ คณะสงฆ์ไทย ต้านภัยพระพุทธศาสนา
Slider 1 mini Slider 2 mini

9/11/2560

โล่งอก ! ผลสอบสวน ไม่มีพระผู้ใหญ่เกี่ยวข้องเงินทอนวัด



เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 11 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานนะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดว่า ขณะนี้ยังกำลังการตรวจสอบอยู่ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ ศอตช. โดยได้ดำเนินการเพื่อให้มีฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบซ้ำซ้อน ทั้งนี้มีฝ่ายปฏิบัติที่ดำเนินการตรวจ ไม่ว่าจะเป็น ปปท. ปปช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ฯลฯ ซึ่งโดยรวมถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก เมื่อมีกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด จึงต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนว่าผิดอย่างไร ใครมีส่วนร่วมบ้าง แม้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จะไม่ได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) แล้ว ก็จะต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อไป



นายประยงค์ กล่าวว่า ยืนยันว่า จะไม่หยุดดำเนินการ จะต้องทำอย่างต่อเนื่องอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช. ได้กำชับให้กำเนินการอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรายงานความคืบหน้าทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ เบื้องต้นหน่วยงานที่ตรวจสอบยังไม่พบวัดหรือมีพระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพียงแต่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ถูกว่าหาว่าทุจริต แต่หากหลักฐานเชื่อมโยงกันถึงใคร ก็ต้องตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ต่อไป

Posted By Social Media News9/11/2560

9/05/2560

ครม.รับโอน ‘มานัส ทารัตน์ใจ’ จากอธิบดีกรมศาสนา นั่งผอ.พศ.คนใหม่

คำค้น:


วันที่ 5 ก.ย. รายงานข่าวจากที่ประชุมครม.แจ้งว่า
ที่ประชุมครม.เห็นชอบตามที่นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอให้รับโอน นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยผ่านความเห็นชอบของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เรียบร้อยแล้ว

สำหรับประวัติ นายมานัส เปรียญธรรม 6 ประโยค (ป.ธ.6) ปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต(พธ.บ.) สาขาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปริญญาโท M.A. (Sociology) University of Poona ประเทศอินเดีย

ลูกหม้อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผ่านตำแหน่งสำคัญ อาทิ
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเครือข่ายและชุมชน,
ผอ.สำนักส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรม

ที่มา ข่าวสด


Posted By Social Media News9/05/2560

5/10/2560

สมเด็จพระสังฆราชประทานพระโอวาทเนื่องในวันวิสาขบูชา 2560

คำค้น:




สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2560 มีใจความว่า

ดิถีวิสาขบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา เสด็จประสูติมาในที่เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพาน ล้วนเป็นไปในดิถีเดือนเพ็ญวิสาขะต่างปี หากใคร่ครวญให้ดียิ่งขึ้น ดิถีอัศจรรย์นี้บอกธรรมแห่งความเป็นพุทธะได้หลายสถาน ผู้ทรงดับทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ครั้นทรงกระจ่างเรื่องกลไลแห่งทุกข์แล้ว มิได้ทรงเก็บงำไว้เพียงลำพัง ยังทรงพระกรุณาชี้ทางพ้นทุกข์ให้แก่พหูชน ตราบจนดับขันธปรินิพพาน แม้การดำรงขันธ์ของพระองค์จะดับสูญ แต่ว่าพระพุทธธรรมเกิดปรากฏแล้วยังดำรงอยู่เกิดเป็นพระพุทธศาสนาตราบทุกวันนี้ คุณค่าของวันวิสาขบูชานอกจากเตือนให้สำนึกในพระพุทธคุณ ยังชวนให้เกิดความสลดสังเวชว่า ความเกิดและความดับนั้น มีขึ้นทุกขณะและเป็นของคู่กัน แม้ในความเกิดพระรูปพระโฉมของพระศาสดา ก็ยังมีความดับไปตามกฎสามัญ ความระลึกชอบได้เช่นนั้น ย่อมสามารถโน้มน้าวพุทธบริษัทผู้เกิดมาแล้วบนโลกนี้ให้เพียรเจริญรอยตามบนอริยมรรค จนสู่จุดหมายที่เหนือความเกิดและดับ ด้วยการละความหลงจับยึดในสิ่งมายาทั้งปวง คลายความมัวเมา ยึดถือตัวยึดถือตนลง เว้นวางการแบ่งเขาแบ่งเรา อันจะช่วยยุติความเบียดเบียน ก้าวร้าว บาดหมาง และชิงชังกัน เมื่อสมาชิกในสังคมใดทำได้เช่นนั้น ความเมตตากรุณาอย่างยุติธรรมย่อมบังเกิด สรรพชีวิตในสังคมนั้นย่อมอิงอาศัยกันได้อย่างปราศจากเวรภัย สันติสุขที่แท้ย่อมปรากฏให้ประจักษ์เห็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงฟื้นฟูประเพณีวิสาขบูชาไว้ด้วยดีแล้วบนแผ่นดินไทย สมควรที่ชาวไทยจะได้สืบสานพระพุทธศาสนา น้อมนำคุณค่าของวันสำคัญนี้มาสู่ตน ครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ และโลกนี้ให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป ถ้าท่านทั้งหลายอยู่ในพระสัทธรรมของสมเด็จพระบรมศาสดาเมื่อใด ความผาสุกสิริสวัสดิ์ทุกประการย่อมบังเกิดขึ้นเมื่อนั้น

Posted By Social Media News5/10/2560

5/02/2560

โฆษกศาลฯ แจง ศาลฎีกาสั่งจำคุก 'ตายายเก็บเห็ด' ลดโทษเหลือ 5 ปี

คำค้น:






ระบุขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 48 ปี สำหรับความผิดคือร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์โดยการทำไม้ในป่าดงระแนง ร่วมกันทำไม้ และร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต



2 พ.ค. 2560 รายงานข่าวจาก กลุ่มงานโฆษกและเผยแพร่ข่าว กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม ระบุว่า สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3581/2554 หมายเลขแดงที่ 3508/2554 ที่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง อุดม ศิริสอน และ แดง ศิริสอน (ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 48 ปี) เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2553 เวลากลางวัน กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์โดยการทำไม้ในป่าดงระแนง ต.คลองขาม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ และใช้อุปกรณ์เครื่องมือ ตัดและโค่นไม้สักไม้กระยาเลยที่เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ออกจากต้นจำนวน 700 ต้นในเขตดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับสัมปทานหรือได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย รวมทั้งร่วมกันมีไม้สักและไม้กระยาเลยที่ยังไม่ได้แปรรูป จำนวน 1,148 ท่อน โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ไว้ในครอบครอง และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

จนกระทั่ง ในวันนี้ เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้ให้จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันทำไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทั้งนี้ คดีดังกล่าว พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2554 จำคุกคนละ 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลางทั้งหมดกับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครองด้วย

ต่อมาจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2555 พิพากษาแก้เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก แผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครอบครอง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทำให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 11 ปี และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้อันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 19 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันทำไม้ คงจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 9 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 14 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จนกระทั่งมีคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันนี้

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ 3 และข้อ 5 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 69 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

ข่าว : ประชาไท

Posted By Social Media News5/02/2560

4/29/2560

การตลาด พอเอามาเปรียบกับหลักพุทธ ทำให้คนกลัวถูกชวนทำบุญไหม







ถ้าจะมีใครสักคน ใช้หลักการตลาดทำให้คนซื้อหนังสือธรรมะกลับไปอ่านที่บ้านได้ คนๆนั้น ทำให้คนเข้าถึงธรรมะโดยไม่กระทบกับ จังหวะชีวิตที่ต้องทำมาหากิน แต่ไม่ห่างธรรมะ
...
แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งใช้หลักการตลาด เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง เช่น ใช้สื่อโซเชี่ยล โจมตีว่า #ถ้าชาวพุทธมีการใช้หลักการตลาดทำให้คนเข้าถึงความรู้ทางธรรม นั้นเป็นเรื่องที่ผิด
...
ผมถือว่า คนๆนั้น คิดผิด และ การพยายามชี้นำคนอื่นโดยการใช้หลักการตลาด โจมตีแนวคิดด้านบวกของผู้อื่น ผมว่า เป็นการใช้หลักการตลาดที่พลาดมากๆ เพราะ เขาใช้มันเพื่อ “ทำให้คนเกลียดพระ ปลุกปั่นชาวพุทธด้วยกันให้เกลียดวัด” หนักถึงขั้น ผู้คนเกลียดความดี กลัวการทำทาน ปฏิเสธการรักษาศีล และเห็นสมาธิเป็นเรื่องงมงาย
...
ผมว่า หลักการตลาดของคนๆนั้น คือความเลวร้ายของจริง
พระทุกวัดสอนเรื่อง #รวย ในทุกครั้งที่ให้ศีล
...
เคยได้ยินประโยคคุ้นหู ท่อนนี้ไหม ?

"สีเลนะ สุคะติง ยันติ
สีเลนะ โภคะสัมปะทา
สิเลนะ นิพพุติง ยันติ
ตัสมา สีลัง วิโสทะเย"
...
สีเลน สุคติง ยันติ
แปลว่า ศีลเป็นเหตุให้ถึงความสุข
...
สีเลน โภคสัมปทา
แปลว่า ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคะทรัพย์ (รวย !!!)
...
สีเลนนิพพุติง ยันติ
แปลว่า ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
...
ตัสมา สีลัง วิโสทะเย
แปลว่า เพราะเหตุนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด
...
ทีนี้ก็รู้แล้วนะ ทุกวัดสอนเรื่องรวยก็จริง
แต่รวยบนพื้นฐานความดี และมีหลักธรรมกำกับความรวย
...
หลักการตลาดเป็นองค์ความรู้การทำประชาสัมพันธ์
ไม่ใช่พฤติกรรมการเอาเปรียบ เพียงแค่ หลักการตลาด
มันมีทั้งช่องทาง และ ช่องโหว่
ใช้ดี ก็เป็นคุณ
ใช้ไม่ดีก็เป็นโทษ
ไม่แตกต่างจากหลักคิดอื่นๆ
...
หลักการตลาดไม่ใช่สิ่งผิด
ตราบเท่าที่คุณใช้มันชี้ทางบอกคนให้รู้ถูก รู้ดี รู้ชอบ
หรือ บอกทางสายกลาง เพื่อเดินไปสู่มรรค ผล นิพพาน
...
หลักการตลาด เป็นของฟรี เหมือนน้ำ ที่ใครๆ ก็ดื่มได้
หลักการตลาดจะเป็นพิษ ก็ต่อเมื่อถูกใช้ในทางที่ผิด
ก็เหมือนน้ำที่เจือปนสารพิษ ดื่มเพียงนิด ก็ถึงกับตาย
...
ก่อนจบ ขอทิ้งคำถามสำคัญไว้

ถามว่า มนุษย์ต้องบวชเท่านั้น ถึงไปนิพพานได้
คุณคิดว่า คำกล่าวนี้ จริงหรือไม่ ?
...
ปล.

ถ้าต้องบวชเท่านั้นถึงไปนิพพานได้
คนไม่บวช จะใช้ชีวิตยังไง ถ้าไม่มีกิน ไม่มีใช้
...
ถ้ามีคำยืนยันว่าไม่ต้องบวชก็ไปนิพพานได้
ช่วยยกตัวอย่างด้วย
...
(แต่ดักคอ) ห้ามยกตัวอย่าง พระอรหันต์(ยังไม่ได้บวช)ถูกโคขวิดเสียชีวิต เพราะมัวเดินหาจีวรบวชไม่ได้จนถูกโคขวิด เคสนี้ยกไว้ เพราะ พระอรหันต์ ถึงไม่ได้บวช ก็เป็นพระอริยะสงฆ์ ยิ่งกว่าสมมุติสงฆ์ไปแล้ว)
...
----- ใครอยากตอบคำถาม ก็ลงความเห็นไว้-----
...
ส่วนข้างล่างนี้ จะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้
แนะนำหลักธรรมคำสอน น่าอ่าน เรื่องนี้
ตอบคำถามเรื่อง การตลาด การทำทาน และการบอกบุญ
ให้อ่านเฉยๆ แต่ไม่ลงความเห็น
...
"วณิชชสูตร" ว่าด้วยการค้าขาย
...
[๗๙] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯได้ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้การค้าขายอย่าง เดียวกัน
พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน
บางคนประกอบแล้วได้กำไร ไม่เท่าที่ประสงค์
บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์
บางคนประกอบแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
....
พระพุทธองค์ ตรัสตอบว่า
ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้
เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี
ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้
บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด
ไม่ให้ปัจจัยนั้น (แก่สมณพราหมณ์นั้น)
บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้
หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมขาดทุน
...
ส่วนบุคคลบางคน
เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี
ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้
บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด
ให้ปัจจัยนั้นไม่เท่าที่ (สมณพราหมณ์นั้น ) ประสงค์
บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่ อัตภาพนี้
หากประกอบการค้าขายอันใด
การค้าขายนั้นย่อมได้กำไรไม่เท่าที่ประสงค์
....
ส่วนบุคคลบางคน
เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี
ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้
บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด
ให้ปัจจัยนั้นตามที่ (สมณพราหมณ์นั้น ) ประสงค์
บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่ อัตภาพนี้
หากประกอบการค้าขายอันใด
การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไร ตามที่ประสงค์.
....
ส่วนบุคคลบางคน
เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี
ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้
บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด
ให้ปัจจัยนั้นยิ่งกว่าที่ (สมณพราหมณ์นั้น) ประสงค์
บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่ อัตภาพนี้
หากประกอบการค้าขายอันใด
การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไรยิ่ง กว่าที่ประสงค์
...
ดูก่อนสารีบุตร นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย
ให้การค้าขายอันเดียวกันพ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน
บางคนประกอบแล้วไม่ได้กำไรเท่าที่ประสงค์
บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์
บางคนประกอบแล้ว ได้ กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์.
...
จบวณิชชสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 239

Cr. Thai Monks
2017.4.29

Posted By Social Media News4/29/2560

4/07/2560

ใช้หลักนิติศาสตร์ พิฆาตสังฆมณฑล รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ซ่อนดาบอาญาสิทธิไว้



ชาวพุทธเรียกร้องเรื่องให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาแล้ว 3 ครั้งต่อเนื่องด้วยกันแต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
แต่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา มีระบุเรื่องพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่สำคัญ ไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 (หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ)
"มาตรา 67 รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
.
ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย"
.
สำหรับรัฐธรรมนูญ อีก 2 ฉบับที่ผ่านมา ที่มีการเรียกร้องให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติเช่นนั้น มีเนื้อหาดังนี้
.
รัฐธรรมนูญ 2540 (หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ)
.
มาตรา 73 รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนําหลักธรรมของศาสนามาใช้ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
.
รัฐธรรมนูญ 2550 (หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ)
.
มาตรา 79 รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
.
จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 มีการระบุ ลึกลงไป โดยมีเนื้อหาที่แยกย่อยเป็นข้อๆ ดังนี้
1. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
2. รัฐพึงสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่เฉพาะ เถรวาท
3. รัฐต้องสร้างมาตรการและกลไก มิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกกรณี
4. รัฐพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
ผมขอวิเคราะห์รายข้อ และจะบอกว่า มันซ่อนดาบอาญาสิทธิไว้ตรงไหน บ้าง และข้อไหนเป็นอย่างไร

ข้อ 1. รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ในข้อที่ 1 นี้ ให้สังเกตดีๆ เขาใช้คำว่า “ พึง “ ทั้งที่ควรใช้คำว่า “ต้อง” แต่เขาเลือกใช้คำว่า “ พึง “ คำสองคำนี้ มีผลต่างกันอย่างมาก
คำว่า “ พึง “ หมายถึงจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
คำว่า “ ต้อง “ หมายถึงบังคับให้ทำ ไม่ทำไม่ได้
ถ้าย้อนกลับไปอ่าน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เขาใช้คำว่า “ ต้อง “ ซึ่งเป็นการบังคับ แต่ก็ไม่มีการทำแบบจริงจัง

อีกอันคำว่า อุปถัมภ์ และคุ้มครอง 2 คำนี้ ก็แตกต่างกันมาก เช่นกัน
อุปถัมภ์ จะใช้เป็นลักษณะทรัพย์สินเงินทอง
ส่วนคำว่า ปกป้อง จะต้องออกมาเป็น กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง จึงจะสามารถมีผลปกป้องได้อย่างจริงจัง
.
ข้อ 2. รัฐสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่เฉพาะ เถรวาท
ข้อนี้ ไม่สมควรระบุเอาไว้ เพราะในไทย มิได้มีเฉพาะนิกายเถรวาทเท่านั้น แต่ยังมีนิกายมหายาน อันประกอบด้วยวัดจีน และวัดญวน การระบุไว้เช่นนี้ ดูเผินเป็นข้อดี แต่หากดูลึกๆ แล้วจะเห็นว่า เป็นการโดดเดี่ยวมหายาน ซึ่งก็คือ วัดจีนและวัดญวน และทำให้เกิดการน้อยใจขึ้นมาได้
.
ข้อ 3. รัฐต้องสร้างมาตรการและกลไก มิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกกรณี
ข้อนี้ ใช้คำว่า “ ต้อง “ อันเป็นการบังคับนั่นเอง
คำว่า “ มาตรการ และกลไก “ อันนี้ก็มีความหมายมากเช่นกัน

การที่จะเกิดมาตรการและกลไก ได้นั้น ก็ต้องมีการขับเคลื่อน และการขันเคลื่อนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีการแต่งตั้งกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลมาสร้างหรือกำหนดมาตรการและกลไกนั่นเอง

มาตรานี้ ซ่อนดาบอาญาสิทธิ เล่มที่ 1 เอาไว้ เพราะการระบุว่ารัฐต้องสร้างมาตรการและกลไก ก็หมายถึง รัฐต้องตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาสร้างมาตรการและกลไก เพื่อประโยคถัดไปที่ว่า มิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทุกกรณี
.
ข้อ 4. รัฐพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
ข้อนี้ ใช้คำว่า “ พึง “ อันหมายถึงว่า จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้

เขาใช้ประโยคว่า รัฐพึงสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในมาตรการและกลไกดังกล่าว
ประโยคนี้ สังเกตให้ดีนะครับ นี่คือ ดาบอาญาสิทธิเล่มที่ 2

ดาบอาญาสิทธิ ที่เขียนให้มีคณะกรรมการเพื่อออกมาตรการและกล นั่นเอง
แต่แทนที่จะระบุว่า “ สนับสนุนให้พระสงฆ์”

แต่กลับระบุว่า “สนับสนุนให้พุทธศาสนิกชน “
คำว่า พุทธศาสนิกชน กินความกว้างไกลไปคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา คือย่อๆ คือ ทั้งพระและฆราวาส นั่นเอง

ตรงนี้แหละคือดาบอาญาสิทธิที่น่ากลัวมากๆ สำหรับพระพุทธศาสนา
.
เพราะอะไรครับ
เพราะ...............
ถ้าดาบอาญาสิทธิเล่มนี้ ตกอยู่ในมือของ บุคคลที่เป็นเนื้อแท้ทางพระพุทธศาสนา รู้เรื่องรวมของพระพุทธศาสนาในทุกมิติอย่างลึกซึ้ง มีจิตใจที่ปราศจากอคติต่อพระสงฆ์ มาเป็นคณะกรรมการ เพื่อสร้างมาตรการและกลไก ก็จะกลายเป็นคุณต่อพระพุทธศาสนา อย่างใหญ่หลวง
.
แต่.........
ถ้าดาบอาญาสิทธิเล่มนี้ ตกอยู่ในมือของ บุคคลที่มีอคติต่อพระสงฆ์ ชอบกล่าวให้ร้ายพระสงฆ์ ไม่มีองค์ความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญ อาจมีบางกลุ่มบุคคลของลัทธิความเชื่ออื่น แฝงเร้นเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้

อันนี้ จะกลายเป็นหายนะ สำหรับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นอย่างยิ่ง
.
เมื่อเราเห็นรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 นี้แล้ว ชาวพุทธ โดยเฉพาะพระสงฆ์ จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว
.
ถ้าปล่อยไป อาจกลายเป็น ฆราวาส ปกครองพระขึ้นมาทันที
.
สังเกตดูได้ จากกฎหมายต่างๆ กำลังมีลักษณะ ฆราวาสปกครองพระ
.
และถ้าพระปล่อยให้รัฐตั้งบุคคลที่มีอคติต่อพระ มาเป็นคณะกรรมการเมื่อไหร่ เขาก็จะสร้างบาดแผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้เลย
.
ฆราวาส อาจจะปกครองพระแบบเบ็ดเสร็จ
.
ตัวอย่างเช่น
.
ถ้าคณะกรรมการชุดนี้ อ้างแต่เรื่องว่า พระต้องยึดหลักพระธรรมวินัย
.
คำนี้ เป็นวาทะกรรมที่ ดูแล้วสวยสดงดวาม แต่คณะกรรมการอาจมีเลศนัยแฝงอยู่ โดยเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่ทำร้ายพระได้ เช่น
.
พระห้ามจับเงิน
มหาเถระสมาคม และองค์กรปกครองสงฆ์ไม่มีในพระไตรปิฎก
.
แค่ เขายก 2 เรื่องนี้มา พระก็ลำบากกันทั้งประเทศแล้ว ลำบากอย่างไร
.
เมื่อพระห้ามจับเงิน
.
ด้านหนึ่ง ตัวบุคคลก็จะลำบากในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ที่ต้องขึ้นรถแท็กซี่บ้าง รถเมลล์บ้าง ถ้าขึ้นแล้ว ก่อนลงให้พร ก็คงไม่มีแท็กซี่คันไหน รับพระอีกต่อไป
.
อีกด้านหนึ่ง ถ้าอ้างว่าพระห้ามจับเงิน ก็จะสร้างเงื่อนไขต่อไปว่า เมื่อพระห้ามจับเงิน เงินของวัดต่างๆ พระก็ไม่สมควรดูแล ควรที่ต้องให้เขาซึ่งเป็นคณะกรรมการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาดูแล จึงอาจมีการดึงเอาเงินของวัดทั้งหมดทั่วประเทศ เอามาดูแลเอง โดยใช้วาทะกรรมที่สวยหรูว่า เป็นคณะกรรมการที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
.
ที่นี้แหละ เงินของแต่ละวัดที่ฝากเอาไว้ เจ้าอาวาสก็หมดโอกาสใช้เงินทุกบาททุกสตางค์
.
ส่วนคณะกรรมการชุดนี้ อาจมีการแอบขอบคุณว่า โอโห้ วัดนี้ๆๆๆๆ และนี้ อุตสาห์ฝากเงินไว้ซะเยอะเลย แถมไม่เบิกเสียอีก ขอบคุณมากๆ ที่อุตส่าห์เก็บไว้ให้เขาใช้
.
พระก็หมดสิทธิตามกฎหมาย ส่วนคณะกรรมการชุดนี้ ก็อ้างวาทะกรรมสวยหรูว่า มาตามกฎหมาย จึงมีอำนาจดูแลได้ ส่วนพระห้ามจับเงิน เขาจึงดูแลเงินทุกบาทของวัดแทน
.
แผนต่อไป อาจใช้วาทะกรรมสวยหรูอีกว่า
.
มหาเถระสมาคมและเจ้าคณะปกครองต่างๆ ไม่มีในพระไตรปิฎก
.
ในเมือไม่มี เขาจะทำอย่างไรละ
ง่ายมาก ก็ยุบสิ
อ้าว แล้วถ้ายุบ ใครจะดูแลพระละ
ง่ายๆ ครับ
ก็คณะกรรมการชุดนี้ตั้งมาตามกฎหมายไง
ก็จะกลายเป็น ฆราวาสปกครองพระ แบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ทันที
.
นี่แค่ 2 ตัวอย่างเท่านั้น
.
ซึ่งมันอาจจะมากกว่านี้ เช่น
มหาวิทยาลัยสงฆ์ห้ามสอนทางโลก
พระห้ามรับมรดก
ก็จะวุ่นวายทำให้พระแทบไม่เหลือต่อไปอีก
.
ดังนั้น
.
นับต่อนี้ไป พระต้องตื่นรู้ พระต้องจับตา อย่าปล่อยให้ คนมีอคติต่อพระ มาสร้างมาตรการและกลไกที่จะทำร้ายทำลายพระสงฆ์ได้

พระต้องต่อรองให้เอา DNA พุทธ ไปเป็นคณะกรรมการเพื่อสร้างมาตรการและกลไก ที่สำคัญ ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการ ก่อนมาตรการและกลไก จะถูกนำมาใช้ ต้องได้รับความยินยอม และเห็นชอบจากพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล

ห้ามปล่อยให้ เข้าสภา 3 วาระรวด เหมือนกฎหมายบางฉบับ

พระอาจถูกดาบอาญาสิทธิ ฟันคอขาดกันทั่วประเทศ จนไม่เหลือพระในประเทศไทยได้เลยทีเดียว
ดังนั้น..............งานนี้ พระ.....ห้ามกระพริบตา ห้ามปล่อยวาง ห้ามนิ่ง


ผนึกกำลังชาวพุทธ หยุดภัยคุกคาม
We Are Buddhists
พวกเราคือชาวพุทธ
.
นายกรณ์ มีดี
เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย
นายกสมาคมทางสายกลาง
7 เม.ย. 2560





Posted By Social Media News4/07/2560

4/04/2560

"อัยการ"ยังไม่สั่งฟ้อง"พระวัดธรรมกาย"เพิ่ม

คำค้น:





เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 เม.ย.60 นายปัญญา ถาวรอัครนิล ทนายความผู้ดูแลพระสงฆ์วัดพระธรรมกาย ได้นำพา


1.พระเผด็จ ทัตตชีโว

2.พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย

3.พระมหาดร.สมชาย ฐานวุฑโฒ

และพระลูกวัดพระธรรมกายอีก 5 รูป


ได้เดินทางมาที่สำนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อรับฟังคำสั่งของพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีว่า จะมีคำสั่งฟ้องข้อกล่าวหาขัดขืนคำสั่ง คสช.


พร้อมทั้งรอขอความเป็นธรรมกับพนักงานอัยการว่าให้มีการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนที่จะสั่งฟ้องได้หรือไม่

นายปัญญา ถาวรอัครนิล ทนายความผู้ดูแลพระสงฆ์วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วันนี้พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 8 รูปมาร้องขอความเป็นธรรมในหลายหลายประเด็น


ซึ่งทางอัยการก็มีความสนใจและต้องสอบให้เรา ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและในวันนี้ถามพนักงานอัยการยังไม่มีการสั่งฟ้องพระวัดพระธรรมกายเพิ่มเติม


เพียงแต่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด 8 รูปมาเซ็นตามหมายนัดของอัยการและให้อัยการสอบเพิ่มเป็นบางประเด็นพร้อมมีสาระสำคัญของคดีซึ่งทางอัยการก็ยินดีให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


Source : http://www.komchadluek.net/news/regional/269535




#ข่าวเด่น #พระทัตตชโว #วีดพระธรรมกาย

Posted By Social Media News4/04/2560

อยากบอกอะไรไหม ?